Welcome

ยินดีต้อนรับผู้ชื่นชอบในไม้กินแมลงทุกท่านสู่โลกของไม้กินแมลง หากท่านเข้ามาเป็นครั้งแรกกรุณาอ่านหัวข้อในบทนำก่อนครับ

Friday, December 31, 2010

Happy New Year 2011


ในที่สุดวันปีใหม่ก็เวียนมาถึงอีกครั้งหนึ่ง ทางเราจึงขออวยพรให้ผู้ติดตาม Blog ทุกท่าน มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และประสบความสำเร็จในทุกๆด้าน ตลอดปี 2554 นี้
ขอขอบคุณที่ติดตามเรื่อยมาครับ

Tuesday, December 28, 2010

บันทึก Darlingtonia californica

ตอนนี้ทางเรากำลังทดลองเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับไม้กินแมลงอยู่ครับ นั่นคือ การปลูกไม้กินแมลงที่ได้ชื่อว่าปลูกยากที่สุดในโลก (หรือเปล่า?) นั่นคือ Darlingtonia carlifornica (common name: Cobra lily; Local name: ลิลลี่งูเห่า)
นักปลูกพืชกินแมลงทุกคนคงเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนบ้างแล้ว หากแต่น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้ลองปลูกด้วยตนเอง
ทางเราได้เคยลองปลูกดูครั้งหนึ่ง มาแล้ว เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม ปี 2553 อย่างไรก็ตาม ผลที่ได้รับไม่น่าพอใจเท่าใดนัก ลิลลี่งูเห่าในครั้งนั้นเราซื้อขนาด M มาดังรูป แต่เสียชีวิตอย่างรวดเร็วใน 1 เดือน

ในคราวนี้ทางเราจึงลองเลือก size S มาแทนเพื่อจะได้สามารถปรับสภาพได้ง่ายขึ้น ลองสังเกตความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งทางเราจะนำมาอัพเดตตลอดเวลา จนกว่าจะตายจากกันไป
11/12/2553
25/12/2553
ยอดเริ่มเดิน (ตรงวงกลมสีแดงคือใบใหม่) เป็นสัญญาณอันดีที่บ่งบอกว่าอาจจรอด (หรือเปล่า?)

Saturday, December 25, 2010

แง่งมีค่าอย่าทิ้ง

หลายครั้งที่การปลูกไม้ป่ามักไม่สำเร็จ และจบลงด้วยการแห้ง เป็นสีน้ำตาลของทั้งต้น ซึ่งในอดีตทางเราเองได้ทิ้งต้นที่แห้งแล้วทันที เพื่อประหยัดพื้นที่และเครื่องปลูก อย่างไรก็ตามการทดลองในปัจจุบันได้เสนอแนะว่า แม้ต้นจะแห้งหมดทั้งต้นแล้วแต่แง่งของต้นนั้นยังคงสามารถผลิหน่อใหม่ออกมาได้เสมอ
วิธีการนั้นไม่มีอะไรพิเศษ เพียงแค่ไม่ต้องถอนแง่งออกมาจากดิน แง่งจะผลิต้นใหม่ออกมาได้ โดยถ้าผลิออกมาใต้ดิน จะมีใบสีขาวล้วน


ถ้าผลิเหนือดินจะมีสีเขียวตามปกติ
ดังนั้นจำไว้ว่า แง่งของต้นไม้ทุกต้นมีค่า อย่าเพิ่งตัดใจทิ้งไปเมื่อต้นแห้ง

Friday, December 24, 2010

pH สำคัญอย่างไร

ค่า pH คือค่าที่บอกความเป็นกรดด่างของสารละลาย โดย pH ยิ่งน้อยยิ่งเป็นกรด และ pH 7.0 คือค่ากลางพอดี (ค่า pH ของน้ำบริสุทธิ์คือ 7.0)
ค่า pH มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการปลูกพืชกินแมลงในน้ำ เนื่องจากพืชเหล่านี้เติบโตอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีสภาพเป็นกรดเล็กน้อย การละเลยความสำคัญของค่า pH จึงอาจเป็นอันตรายได้มากกว่าที่คุณคิด
จากการทดลองของทางเรา ผ่านประสบการณ์การปลูก Aldrovanda มาเป็นเวลานาน เราพบว่าค่า pH ที่เหมาะสมกับ Aldrovanda มากที่สุดคือ pH=6.3-6.5 ค่า pH นี้จะทำให้ Aldrovanda เติบโตอย่างดี ดังรูป
1. สภาพบ่อใหญ่ของทางเราที่มี aldrovanda จำนวนมาก

2. สภาพบ่อเล็กที่แยกมาเพื่อให้ออกดอกโดยเฉพาะ

ทางเรายังไม่สามารถทดลองเพื่อระบุแน่ชัดว่าค่า pH นี้เหมาะสมกับ Aquatic Utricularia ด้วยหรือไม่

การลด pH ของน้ำทำได้โดยการเติมเศษใบไม้ลงไป คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมไปจากhttp://carnivorouscollector.blogspot.com/2010/11/aldrovanda.html
3. ค่า pH ของเศษใบไม้แห้งล้วน


ค่า pH ของน้ำปกติ ยิ่งผ่านไปนานจะยิ่งเป็นด่างมากขึ้น ซึ่งทางเรายังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด หากน้ำเป็นด่างมากๆ เราแนะนำให้คุณรีบเติมเศษใบไม้ลงไป ไม่เช่นนั้นก็เตรียมไว้อาลัยกับพืชกินแมลงของคุณได้เลย
4. ค่า pH ที่เป็นอันตรายต่อพืช


Sunday, December 12, 2010

Nurseries Review

บทความนี้ขอนำเสนอเกี่ยวกับไม้จากเนิร์สต่างประเทศต่างๆที่เป็นที่นิยมนะครับ
การให้คะแนนคือ 1-5 โดยเรียงจาก ควรปรับปรุง ไปจนถึง ดีมาก (1=ควรปรับปรุง 5=ดีมาก)

1. Bestcarnivorousplants (BCPs)
คุณภาพต้นไม้: 5
ต้นไม้ทุกต้นที่ได้รับจะอยู่ในสภาพดีมาก
ราคา: 5
ราคาค่อนข้างถูกมาก เนื่องจากในแต่ละรายการจะได้ต้นไม้หลายต้น ยิ่งขนาดเล็กจะยิ่งได้มาก
การแพ็คสินค้า: 5
สินค้าจะแพ็คมาโดยใช้ระบบกระดาษทิชชู (แบบเดียวกับที่ส่งไม้ล้างรากทั่วไป) โดยทางนั้นจะยัดกันกระแทก หรือโฟมมาจนเต็ม ทำให้ต้นไม้ไม่กระทบกระเทือนตลอดการเดินทาง
การบริการ: 3
ร้านนี้โดยปกติจะตอบอีเมล์ภายใน 3 วันโดยประมาณ หากเป็นอีเมล์เกี่ยวกับการซื้อสินค้า แต่จะแทบไม่ตอบอีเมล์สอบถามวิธีการเลี้ยง หรือตอบช้ามาก (นานกว่า 2 สัปดาห์)
Overview: ร้านนี้เป็นร้านที่อาจบอกได้ว่ายอดเยี่ยมที่สุดเลยในบรรดาร้านขายพืชกินแมลงทั้งหมด ร้านนี้จะปิดในช่วงใกล้ๆปีใหม่เนื่องจากที่ประเทศเชกเข้าหน้าหนาวแล้ว การส่งต้นไม้จึงอาจได้รับผลกระทบได้

2. CZPlants
คุณภาพต้นไม้: 4
ต้นไม้โดยส่วนมากจะมีสภาพดี แต่อาจมีบางต้นที่สภาพไม่ดีมากนักหลุดมาด้วย
ราคา: 4
สินค้าค่อนข้างมีราคาแพง คุณอาจคิดว่าสินค้าบางรายการมีราคาถูก แต่ในความเป็นจริงแล้วสินค้าที่มีราคาถูก จะมีขนาดเล็กมาก และคุณจะพบว่าอาจไม่คุ้มค่ากับราคาเมื่อเปิดกล่องออกมา
การแพ็คสินค้า: 3
สินค้าจะใช้ระบบกระดาษทิชชู แต่ทางนั้นจะไม่ยัดกันกระแทก หรือโฟมมาแต่อย่างใด ทำให้ต้นไม้เคลื่อนที่ในกล่องได้ และอาจกระทบกระเทือนจนเสียหายได้เช่นกัน
การบริการ: 5
จุดโดดเด่นของร้านนี้คือการบริการ อีเมล์จะได้รับการตอบกลับใน 1-2 วันเท่านั้น และจะตอบกลับทุกคำถามไม่ว่าจะเกี่ยวกับการซื้อ หรือการปลูกก็ตาม
Overview: ร้านนี้จัดว่ายังไม่ได้คุณภาพเท่าใดนักเมื่อเทียบกับ BCPs อย่างไรก็ตามร้านนี้มีสินค้าที่หลากหลาย และหากรายการใดไม่สามารถหาซื้อที่อื่นได้ คุณไม่ควรมองข้ามร้านนี้

3. Triffid Park
คุณภาพต้นไม้: 5
ต้นไม้มีคุณภาพดี
ราคา: 3
สินค้าค่อนข้างมีราคาแพงเมื่อเทียบกับที่อื่น และเสียค่าขนส่ง + ใบอนุญาตมาก
การแพ็คสินค้า: 5
การแพ็คสินค้าจะเป็นแบบใส่กล่องโดยมี vermiculite เป็นเครื่องปลูกติดมา
การบริการ: 1
ร้านนี้ตอบอีเมล์ช้าที่สุด ตอบเร็วที่สุดคือ 7 วัน และอาจจะช้ากว่านั้นมากโดยปกติ คุณอาจใช้เวลาหลายเดือนในการสั่งของจากเวบนี้
Overview: ร้านนี้เป็นร้านที่ต้องซื้อสินค้าในปริมาณมากเท่านั้น (minimum order 200 AUD) และใช้เวลาในการติดต่อนานมาก คุณต้องอาศัยความอดทนเป็นอย่างยิ่งในการซื้อจากร้านนี้

4. Wistuba
ผู้เขียนยังไม่เคยสั่งสินค้าจากเวบนี้ แต่เท่าที่สังเกต ร้านนี้มีจุดเด่นคือ ต้นไม้ราคาแพง แต่ค่าขนส่งถูก
ข้อมูลอื่นๆจะนำมาเพิ่มเติมหลังจากที่ได้ลองสั่งแล้ว

ผู้เขียนยังไม่เคยลองสั่งจากเวบนี้

Saturday, December 11, 2010

การปลูกกาบหอยแครง



กาบหอยแครงเป็นพืชกินแมลงที่เป็นที่นิยมสายพันธุ์หนึ่ง การปลูกาบหอยแครงอาจยากถ้าขาดปัจจัยที่สำคัญบางประการ แต่จะง่ายมากหากสามารถทำตามปัจจัยพื้นฐานได้อย่างครบถ้วน หลักการปลูกกาบหอยแครงมีดังนี้
1. เครื่องปลูก: พีทมอส+เพอร์ไลท์+พัมมิส = 2:1:1
เราไม่แนะนำให้ใช้สแฟกนั่มมอสล้วนในการปลูกกาบหอยแครง เนื่องจากจะทำให้รากเน่าได้ง่ายโดยไม่ทันตั้งตัว หากท่านซื้อกาบหอยแครงมาในสภาพที่ปลูกในสแฟกนั่มมอสล้วน เราแนะนำให้เปลี่ยนเครื่องปลูกทันที
2. แสง: กาบหอยแครงชอบแสง ยิ่งแสงมากกาบจะยิ่งแข็งแรง แต่ต้องระวังเรื่องอุณหภูมิที่อาจสูงเกินด้วย อ่านเพิ่มเติมจาก http://carnivorouscollector.blogspot.com/2010/12/blog-post_08.html
3. น้ำ: กาบหอยแครงไม่ชอบน้ำเท่าไรนัก เราแนะนำให้คุณหล่อน้ำไว้ โดยให้สูงไม่เกิน 1 cm เท่านั้น หากน้ำมากเกินไปจะแฉะและเป็นราได้ง่าย หากไม่ต้องการหล่อน้ำ ให้รดน้ำสัปดาห์ละครั้งพอ โดยรดจากด้านล่างของกระถาง (อย่ารดจากด้านบนเพราะอาจทำให้กาบหุบ และสูญเสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์) น้ำที่รดอาจเป็นน้ำประปาก็ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำดื่ม
4. กระถาง: ให้ใช้กระถางพลาสติก ทรงสูง
5.โรค: โรคที่สำคัญคือเชื่อรา อ่านเพิ่มเติมจาก http://carnivorouscollector.blogspot.com/2010/12/blog-post_9213.html



Friday, December 10, 2010

กาบหอยแครงกับเชื้อรา

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับกาบหอยแครงคือเชื้อรา ซึ่งเมื่อเป็นแล้วกาบมักจะอาการทรุดอย่างรวดเร็ว และตายในที่สุด การป้องกัน และรักษาอาจทำได้โดยต้องทำความเข้าใจกับเชื้อราดังนี้
สาเหตุของเชื้อรา: เครื่องปลูกแฉะเกินไป หรือสภาพอากาศชื้้นเกินไป อาจติดต่อจากต้นใกล้เคียงได้เช่นกัน
อาการ: ใบจะสีดำเป็นจุดๆ จากส่วนกลางๆใบ และค่อยๆลามไปจนทั่วทั้งใบ และเมื่อออกใบใหม่จะบิดเบี้ยวผิดทรง ดังรูป

การปฐมพยาบาล:
1. ตัดใบที่มีจุดสำดำทิ้งทันที (ใบที่บิดเบี้ยวแต่ไม่มีจุดสีดำไม่ต้องตัด)
2. พ่นย่าฆ่าเชื้อรา ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์ทั่วไป (ต้องพ่นตามที่ระบุในฉลาก ห้ามเจือจาง)
3. นำกาบออกจากหล่อน้ำ และวางในที่มีแสงแดด 100 ทั้งวัน (มากกว่า6ชั่วโมง/วัน)
4. สังเกตดูอาการ ถ้าอาการดีขึ้นใบใหม่จะไม่มีจุดสีดำอีก

ข้อควรระวัง: การใช้ยาฆ่าเชื้อราอาจทำให้ใบแห้งได้ ใบจะไหม้ที่ปลายใบดังรูป ดังนั้นจึงไม่ควรฉีดเกินที่ระบุไว้ และเมื่อกาบหายจากเชื้อราแล้ว ให้หยุดการพ่นยาทันที

Wednesday, December 8, 2010

เคล็ดลับความแดงของกาบ

ปัญหาสำคัญที่ทุกท่านมักพบเวลาเลี้ยงกาบคือเรื่องความแดงที่หายไป นั่นคือในตอนแรกที่ซื้อมากาบของท่านอาจมีสีแดงสวยงาม แต่หลังจากเลี้ยงไปได้ซัก 2-3 ใบใหม่ กาบจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวทั้งหมด เหมือนดังรูปด้านล่างนี้
ภาพที่ 1 แสดงกาบหอยแครงที่ซื้อมาใหม่ ปากจะมีสีแดงสวยงาม
ภาพที่ 2 แสดงกาบหอยแครงต้นเดิมที่เลี้ยงแล้วเปลี่ยนเป็นสีเขียว
เห็นได้ชัดถึงความเปลี่ยนแปลงของสีกาบ การจะทำให้กาบแดงได้นั้นต้องเข้าใจปัจจัยที่ทำให้กาบแดงก่อนดังนี้
1. แสงแดด: กาบจะแดงต้องได้รับแสงแดดที่เพียงพอ ยิ่งได้รับมากจะยิ่งแดง
2. อุณหภูมิ: กาบจะแดงได้ต้องมีอุณหภูมิประมาณ 25 องศาเซลเซียส (ประมาณฤดูร้อน-ใบไม้ร่วงของประเทศเขตอบอุ่น(Temperate))

สำหรับประเทศไทยการจะทำให้ปัจจัยทั้งสองพบกันอย่างลงตัวนั้นทำได้ยากมาก เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อน (Tropical) วิธีที่ผมแนะนำ คือ ให้แดด 100 กับกาบเฉพาะช่วงเช้าไม่เกิน 11.00 น. แต่ต้องได้รับอย่างน้อย 3 ช.ม.ต่อวัน เพื่อให้กาบได้รับแสง แต่อุณหภูมิไม่สูงจนเกินไป
ภาพที่3 แสดงกาบที่ได้รับแดด100 เป็นเวลา 6-8 ช.ม.ต่อวัน
ภาพที่ 4 แสดงกาบที่ปลูกตามคำแนะนำข้างต้น ในช่วงประมาณ 2 สัปดาห์แรก
เห็นได้ชัดว่ายอดใหม่เริ่มมีสีแดง เมื่อเทียบกับใบเก่าที่มีสีเขียว
ภาพที่ 5 แสดงกาบที่แดงได้ที่แล้ว หลังจากปลูกตามคำแนะนำ 3-4 สัปดาห์
ภาพที่ 6 แสดงกาบ All Red Form ที่ปลูกตามสูตร
ภาพที่ 7 แสดงกาบ All Green Form ที่ปลูกตามสูตร

Wednesday, December 1, 2010

เทคนิคเพิ่มเติมอื่นๆ

การปลูก Aldrovanda อาจมีเทคนิคเพิ่มเติมเพื่อความสวยงาม ได้ดังนี้
1. เรื่องแดด
Aldrovanda เป็นพืชที่อาจปลูกได้ในแดดหลายแบบ ตั้งแต่ในร่ม ไปจนถึงแดด100ทั้งวัน ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ สีของต้น ต้นที่ออกแดดมากจะมีสีแดง ซึ่งจะเด่นมากใน red clone เช่น Red Darwin (แต่ถ้าเป็นโคลนที่ไม่ใช่สีแดง จะขึ้นสีแดงเฉพาะช่วงโคนต้นนิดหน่อยเท่านั้น) ส่วนต้นที่ปลูกในร่มจะมีสีเขียวเท่านั้น เปรียบเทียบสีได้ดังรูป (เส้นบนเป็นต้นที่เลี้ยงในร่ม ส่วนเส้นล่างเป็นต้นที่เลี้ยงออกแดด)

2. เรื่องการขยายพันธุ์
วิธีการขยายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือการปล่อยให้ต้นแตกหน่อออกมาเอง ซึ่งต้นที่แข็งแรงจะแตกหน่อใหม่ทุกๆ 4-5 cm ดังนั้นควรรักษาต้นให้แข็งแรงเสมอ แล้ว Aldrovanda อาจเต็มบ่อคุณแบบไม่ทันตั้งตัว


3. เรื่องดอก
Aldrovanda เป็นพืชดอก ที่ออกดอก และติดเมล็ดยากมาก ตามประสบการณ์ของผู้เขียน เคยแต่ทำให้ติดดอกได้เท่านั้น ส่วนเมล็ดยังไม่เคยติดเลย