Welcome

ยินดีต้อนรับผู้ชื่นชอบในไม้กินแมลงทุกท่านสู่โลกของไม้กินแมลง หากท่านเข้ามาเป็นครั้งแรกกรุณาอ่านหัวข้อในบทนำก่อนครับ

Friday, December 31, 2010

Happy New Year 2011


ในที่สุดวันปีใหม่ก็เวียนมาถึงอีกครั้งหนึ่ง ทางเราจึงขออวยพรให้ผู้ติดตาม Blog ทุกท่าน มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และประสบความสำเร็จในทุกๆด้าน ตลอดปี 2554 นี้
ขอขอบคุณที่ติดตามเรื่อยมาครับ

Tuesday, December 28, 2010

บันทึก Darlingtonia californica

ตอนนี้ทางเรากำลังทดลองเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับไม้กินแมลงอยู่ครับ นั่นคือ การปลูกไม้กินแมลงที่ได้ชื่อว่าปลูกยากที่สุดในโลก (หรือเปล่า?) นั่นคือ Darlingtonia carlifornica (common name: Cobra lily; Local name: ลิลลี่งูเห่า)
นักปลูกพืชกินแมลงทุกคนคงเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนบ้างแล้ว หากแต่น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้ลองปลูกด้วยตนเอง
ทางเราได้เคยลองปลูกดูครั้งหนึ่ง มาแล้ว เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม ปี 2553 อย่างไรก็ตาม ผลที่ได้รับไม่น่าพอใจเท่าใดนัก ลิลลี่งูเห่าในครั้งนั้นเราซื้อขนาด M มาดังรูป แต่เสียชีวิตอย่างรวดเร็วใน 1 เดือน

ในคราวนี้ทางเราจึงลองเลือก size S มาแทนเพื่อจะได้สามารถปรับสภาพได้ง่ายขึ้น ลองสังเกตความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งทางเราจะนำมาอัพเดตตลอดเวลา จนกว่าจะตายจากกันไป
11/12/2553
25/12/2553
ยอดเริ่มเดิน (ตรงวงกลมสีแดงคือใบใหม่) เป็นสัญญาณอันดีที่บ่งบอกว่าอาจจรอด (หรือเปล่า?)

Saturday, December 25, 2010

แง่งมีค่าอย่าทิ้ง

หลายครั้งที่การปลูกไม้ป่ามักไม่สำเร็จ และจบลงด้วยการแห้ง เป็นสีน้ำตาลของทั้งต้น ซึ่งในอดีตทางเราเองได้ทิ้งต้นที่แห้งแล้วทันที เพื่อประหยัดพื้นที่และเครื่องปลูก อย่างไรก็ตามการทดลองในปัจจุบันได้เสนอแนะว่า แม้ต้นจะแห้งหมดทั้งต้นแล้วแต่แง่งของต้นนั้นยังคงสามารถผลิหน่อใหม่ออกมาได้เสมอ
วิธีการนั้นไม่มีอะไรพิเศษ เพียงแค่ไม่ต้องถอนแง่งออกมาจากดิน แง่งจะผลิต้นใหม่ออกมาได้ โดยถ้าผลิออกมาใต้ดิน จะมีใบสีขาวล้วน


ถ้าผลิเหนือดินจะมีสีเขียวตามปกติ
ดังนั้นจำไว้ว่า แง่งของต้นไม้ทุกต้นมีค่า อย่าเพิ่งตัดใจทิ้งไปเมื่อต้นแห้ง

Friday, December 24, 2010

pH สำคัญอย่างไร

ค่า pH คือค่าที่บอกความเป็นกรดด่างของสารละลาย โดย pH ยิ่งน้อยยิ่งเป็นกรด และ pH 7.0 คือค่ากลางพอดี (ค่า pH ของน้ำบริสุทธิ์คือ 7.0)
ค่า pH มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการปลูกพืชกินแมลงในน้ำ เนื่องจากพืชเหล่านี้เติบโตอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีสภาพเป็นกรดเล็กน้อย การละเลยความสำคัญของค่า pH จึงอาจเป็นอันตรายได้มากกว่าที่คุณคิด
จากการทดลองของทางเรา ผ่านประสบการณ์การปลูก Aldrovanda มาเป็นเวลานาน เราพบว่าค่า pH ที่เหมาะสมกับ Aldrovanda มากที่สุดคือ pH=6.3-6.5 ค่า pH นี้จะทำให้ Aldrovanda เติบโตอย่างดี ดังรูป
1. สภาพบ่อใหญ่ของทางเราที่มี aldrovanda จำนวนมาก

2. สภาพบ่อเล็กที่แยกมาเพื่อให้ออกดอกโดยเฉพาะ

ทางเรายังไม่สามารถทดลองเพื่อระบุแน่ชัดว่าค่า pH นี้เหมาะสมกับ Aquatic Utricularia ด้วยหรือไม่

การลด pH ของน้ำทำได้โดยการเติมเศษใบไม้ลงไป คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมไปจากhttp://carnivorouscollector.blogspot.com/2010/11/aldrovanda.html
3. ค่า pH ของเศษใบไม้แห้งล้วน


ค่า pH ของน้ำปกติ ยิ่งผ่านไปนานจะยิ่งเป็นด่างมากขึ้น ซึ่งทางเรายังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด หากน้ำเป็นด่างมากๆ เราแนะนำให้คุณรีบเติมเศษใบไม้ลงไป ไม่เช่นนั้นก็เตรียมไว้อาลัยกับพืชกินแมลงของคุณได้เลย
4. ค่า pH ที่เป็นอันตรายต่อพืช


Sunday, December 12, 2010

Nurseries Review

บทความนี้ขอนำเสนอเกี่ยวกับไม้จากเนิร์สต่างประเทศต่างๆที่เป็นที่นิยมนะครับ
การให้คะแนนคือ 1-5 โดยเรียงจาก ควรปรับปรุง ไปจนถึง ดีมาก (1=ควรปรับปรุง 5=ดีมาก)

1. Bestcarnivorousplants (BCPs)
คุณภาพต้นไม้: 5
ต้นไม้ทุกต้นที่ได้รับจะอยู่ในสภาพดีมาก
ราคา: 5
ราคาค่อนข้างถูกมาก เนื่องจากในแต่ละรายการจะได้ต้นไม้หลายต้น ยิ่งขนาดเล็กจะยิ่งได้มาก
การแพ็คสินค้า: 5
สินค้าจะแพ็คมาโดยใช้ระบบกระดาษทิชชู (แบบเดียวกับที่ส่งไม้ล้างรากทั่วไป) โดยทางนั้นจะยัดกันกระแทก หรือโฟมมาจนเต็ม ทำให้ต้นไม้ไม่กระทบกระเทือนตลอดการเดินทาง
การบริการ: 3
ร้านนี้โดยปกติจะตอบอีเมล์ภายใน 3 วันโดยประมาณ หากเป็นอีเมล์เกี่ยวกับการซื้อสินค้า แต่จะแทบไม่ตอบอีเมล์สอบถามวิธีการเลี้ยง หรือตอบช้ามาก (นานกว่า 2 สัปดาห์)
Overview: ร้านนี้เป็นร้านที่อาจบอกได้ว่ายอดเยี่ยมที่สุดเลยในบรรดาร้านขายพืชกินแมลงทั้งหมด ร้านนี้จะปิดในช่วงใกล้ๆปีใหม่เนื่องจากที่ประเทศเชกเข้าหน้าหนาวแล้ว การส่งต้นไม้จึงอาจได้รับผลกระทบได้

2. CZPlants
คุณภาพต้นไม้: 4
ต้นไม้โดยส่วนมากจะมีสภาพดี แต่อาจมีบางต้นที่สภาพไม่ดีมากนักหลุดมาด้วย
ราคา: 4
สินค้าค่อนข้างมีราคาแพง คุณอาจคิดว่าสินค้าบางรายการมีราคาถูก แต่ในความเป็นจริงแล้วสินค้าที่มีราคาถูก จะมีขนาดเล็กมาก และคุณจะพบว่าอาจไม่คุ้มค่ากับราคาเมื่อเปิดกล่องออกมา
การแพ็คสินค้า: 3
สินค้าจะใช้ระบบกระดาษทิชชู แต่ทางนั้นจะไม่ยัดกันกระแทก หรือโฟมมาแต่อย่างใด ทำให้ต้นไม้เคลื่อนที่ในกล่องได้ และอาจกระทบกระเทือนจนเสียหายได้เช่นกัน
การบริการ: 5
จุดโดดเด่นของร้านนี้คือการบริการ อีเมล์จะได้รับการตอบกลับใน 1-2 วันเท่านั้น และจะตอบกลับทุกคำถามไม่ว่าจะเกี่ยวกับการซื้อ หรือการปลูกก็ตาม
Overview: ร้านนี้จัดว่ายังไม่ได้คุณภาพเท่าใดนักเมื่อเทียบกับ BCPs อย่างไรก็ตามร้านนี้มีสินค้าที่หลากหลาย และหากรายการใดไม่สามารถหาซื้อที่อื่นได้ คุณไม่ควรมองข้ามร้านนี้

3. Triffid Park
คุณภาพต้นไม้: 5
ต้นไม้มีคุณภาพดี
ราคา: 3
สินค้าค่อนข้างมีราคาแพงเมื่อเทียบกับที่อื่น และเสียค่าขนส่ง + ใบอนุญาตมาก
การแพ็คสินค้า: 5
การแพ็คสินค้าจะเป็นแบบใส่กล่องโดยมี vermiculite เป็นเครื่องปลูกติดมา
การบริการ: 1
ร้านนี้ตอบอีเมล์ช้าที่สุด ตอบเร็วที่สุดคือ 7 วัน และอาจจะช้ากว่านั้นมากโดยปกติ คุณอาจใช้เวลาหลายเดือนในการสั่งของจากเวบนี้
Overview: ร้านนี้เป็นร้านที่ต้องซื้อสินค้าในปริมาณมากเท่านั้น (minimum order 200 AUD) และใช้เวลาในการติดต่อนานมาก คุณต้องอาศัยความอดทนเป็นอย่างยิ่งในการซื้อจากร้านนี้

4. Wistuba
ผู้เขียนยังไม่เคยสั่งสินค้าจากเวบนี้ แต่เท่าที่สังเกต ร้านนี้มีจุดเด่นคือ ต้นไม้ราคาแพง แต่ค่าขนส่งถูก
ข้อมูลอื่นๆจะนำมาเพิ่มเติมหลังจากที่ได้ลองสั่งแล้ว

ผู้เขียนยังไม่เคยลองสั่งจากเวบนี้

Saturday, December 11, 2010

การปลูกกาบหอยแครง



กาบหอยแครงเป็นพืชกินแมลงที่เป็นที่นิยมสายพันธุ์หนึ่ง การปลูกาบหอยแครงอาจยากถ้าขาดปัจจัยที่สำคัญบางประการ แต่จะง่ายมากหากสามารถทำตามปัจจัยพื้นฐานได้อย่างครบถ้วน หลักการปลูกกาบหอยแครงมีดังนี้
1. เครื่องปลูก: พีทมอส+เพอร์ไลท์+พัมมิส = 2:1:1
เราไม่แนะนำให้ใช้สแฟกนั่มมอสล้วนในการปลูกกาบหอยแครง เนื่องจากจะทำให้รากเน่าได้ง่ายโดยไม่ทันตั้งตัว หากท่านซื้อกาบหอยแครงมาในสภาพที่ปลูกในสแฟกนั่มมอสล้วน เราแนะนำให้เปลี่ยนเครื่องปลูกทันที
2. แสง: กาบหอยแครงชอบแสง ยิ่งแสงมากกาบจะยิ่งแข็งแรง แต่ต้องระวังเรื่องอุณหภูมิที่อาจสูงเกินด้วย อ่านเพิ่มเติมจาก http://carnivorouscollector.blogspot.com/2010/12/blog-post_08.html
3. น้ำ: กาบหอยแครงไม่ชอบน้ำเท่าไรนัก เราแนะนำให้คุณหล่อน้ำไว้ โดยให้สูงไม่เกิน 1 cm เท่านั้น หากน้ำมากเกินไปจะแฉะและเป็นราได้ง่าย หากไม่ต้องการหล่อน้ำ ให้รดน้ำสัปดาห์ละครั้งพอ โดยรดจากด้านล่างของกระถาง (อย่ารดจากด้านบนเพราะอาจทำให้กาบหุบ และสูญเสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์) น้ำที่รดอาจเป็นน้ำประปาก็ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำดื่ม
4. กระถาง: ให้ใช้กระถางพลาสติก ทรงสูง
5.โรค: โรคที่สำคัญคือเชื่อรา อ่านเพิ่มเติมจาก http://carnivorouscollector.blogspot.com/2010/12/blog-post_9213.html



Friday, December 10, 2010

กาบหอยแครงกับเชื้อรา

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับกาบหอยแครงคือเชื้อรา ซึ่งเมื่อเป็นแล้วกาบมักจะอาการทรุดอย่างรวดเร็ว และตายในที่สุด การป้องกัน และรักษาอาจทำได้โดยต้องทำความเข้าใจกับเชื้อราดังนี้
สาเหตุของเชื้อรา: เครื่องปลูกแฉะเกินไป หรือสภาพอากาศชื้้นเกินไป อาจติดต่อจากต้นใกล้เคียงได้เช่นกัน
อาการ: ใบจะสีดำเป็นจุดๆ จากส่วนกลางๆใบ และค่อยๆลามไปจนทั่วทั้งใบ และเมื่อออกใบใหม่จะบิดเบี้ยวผิดทรง ดังรูป

การปฐมพยาบาล:
1. ตัดใบที่มีจุดสำดำทิ้งทันที (ใบที่บิดเบี้ยวแต่ไม่มีจุดสีดำไม่ต้องตัด)
2. พ่นย่าฆ่าเชื้อรา ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์ทั่วไป (ต้องพ่นตามที่ระบุในฉลาก ห้ามเจือจาง)
3. นำกาบออกจากหล่อน้ำ และวางในที่มีแสงแดด 100 ทั้งวัน (มากกว่า6ชั่วโมง/วัน)
4. สังเกตดูอาการ ถ้าอาการดีขึ้นใบใหม่จะไม่มีจุดสีดำอีก

ข้อควรระวัง: การใช้ยาฆ่าเชื้อราอาจทำให้ใบแห้งได้ ใบจะไหม้ที่ปลายใบดังรูป ดังนั้นจึงไม่ควรฉีดเกินที่ระบุไว้ และเมื่อกาบหายจากเชื้อราแล้ว ให้หยุดการพ่นยาทันที

Wednesday, December 8, 2010

เคล็ดลับความแดงของกาบ

ปัญหาสำคัญที่ทุกท่านมักพบเวลาเลี้ยงกาบคือเรื่องความแดงที่หายไป นั่นคือในตอนแรกที่ซื้อมากาบของท่านอาจมีสีแดงสวยงาม แต่หลังจากเลี้ยงไปได้ซัก 2-3 ใบใหม่ กาบจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวทั้งหมด เหมือนดังรูปด้านล่างนี้
ภาพที่ 1 แสดงกาบหอยแครงที่ซื้อมาใหม่ ปากจะมีสีแดงสวยงาม
ภาพที่ 2 แสดงกาบหอยแครงต้นเดิมที่เลี้ยงแล้วเปลี่ยนเป็นสีเขียว
เห็นได้ชัดถึงความเปลี่ยนแปลงของสีกาบ การจะทำให้กาบแดงได้นั้นต้องเข้าใจปัจจัยที่ทำให้กาบแดงก่อนดังนี้
1. แสงแดด: กาบจะแดงต้องได้รับแสงแดดที่เพียงพอ ยิ่งได้รับมากจะยิ่งแดง
2. อุณหภูมิ: กาบจะแดงได้ต้องมีอุณหภูมิประมาณ 25 องศาเซลเซียส (ประมาณฤดูร้อน-ใบไม้ร่วงของประเทศเขตอบอุ่น(Temperate))

สำหรับประเทศไทยการจะทำให้ปัจจัยทั้งสองพบกันอย่างลงตัวนั้นทำได้ยากมาก เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อน (Tropical) วิธีที่ผมแนะนำ คือ ให้แดด 100 กับกาบเฉพาะช่วงเช้าไม่เกิน 11.00 น. แต่ต้องได้รับอย่างน้อย 3 ช.ม.ต่อวัน เพื่อให้กาบได้รับแสง แต่อุณหภูมิไม่สูงจนเกินไป
ภาพที่3 แสดงกาบที่ได้รับแดด100 เป็นเวลา 6-8 ช.ม.ต่อวัน
ภาพที่ 4 แสดงกาบที่ปลูกตามคำแนะนำข้างต้น ในช่วงประมาณ 2 สัปดาห์แรก
เห็นได้ชัดว่ายอดใหม่เริ่มมีสีแดง เมื่อเทียบกับใบเก่าที่มีสีเขียว
ภาพที่ 5 แสดงกาบที่แดงได้ที่แล้ว หลังจากปลูกตามคำแนะนำ 3-4 สัปดาห์
ภาพที่ 6 แสดงกาบ All Red Form ที่ปลูกตามสูตร
ภาพที่ 7 แสดงกาบ All Green Form ที่ปลูกตามสูตร

Wednesday, December 1, 2010

เทคนิคเพิ่มเติมอื่นๆ

การปลูก Aldrovanda อาจมีเทคนิคเพิ่มเติมเพื่อความสวยงาม ได้ดังนี้
1. เรื่องแดด
Aldrovanda เป็นพืชที่อาจปลูกได้ในแดดหลายแบบ ตั้งแต่ในร่ม ไปจนถึงแดด100ทั้งวัน ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ สีของต้น ต้นที่ออกแดดมากจะมีสีแดง ซึ่งจะเด่นมากใน red clone เช่น Red Darwin (แต่ถ้าเป็นโคลนที่ไม่ใช่สีแดง จะขึ้นสีแดงเฉพาะช่วงโคนต้นนิดหน่อยเท่านั้น) ส่วนต้นที่ปลูกในร่มจะมีสีเขียวเท่านั้น เปรียบเทียบสีได้ดังรูป (เส้นบนเป็นต้นที่เลี้ยงในร่ม ส่วนเส้นล่างเป็นต้นที่เลี้ยงออกแดด)

2. เรื่องการขยายพันธุ์
วิธีการขยายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือการปล่อยให้ต้นแตกหน่อออกมาเอง ซึ่งต้นที่แข็งแรงจะแตกหน่อใหม่ทุกๆ 4-5 cm ดังนั้นควรรักษาต้นให้แข็งแรงเสมอ แล้ว Aldrovanda อาจเต็มบ่อคุณแบบไม่ทันตั้งตัว


3. เรื่องดอก
Aldrovanda เป็นพืชดอก ที่ออกดอก และติดเมล็ดยากมาก ตามประสบการณ์ของผู้เขียน เคยแต่ทำให้ติดดอกได้เท่านั้น ส่วนเมล็ดยังไม่เคยติดเลย


Monday, November 29, 2010

การปลูก Aldrovanda

การปลูก Aldrovanda อาจไม่ยากอย่างที่คิด หากสามารถทำตามปัจจัยสำคัญได้ครบทุกประการ วิธีการปลูกมีดังนี้
1. เมื่อได้รับ Aldrovanda แล้วให้ใส่ลงไปในบ่อที่เตรียมไว้
2. หากสามารถเคลื่อนย้ายบ่อได้ ให้นำบ่อไปวางไว้ในที่มีแสงแดดส่อง100%ถึง อย่างน้อย 3 ชั่วโมงต่อวัน
3. หมั่นเปลี่ียนน้ำอย่างน้อยทุกเดือน (เปลี่ยนน้ำ แล้วให้เปลี่ยนเศษใบไม้ใหม่ยกชุด) และคอยตรวจสอบสภาพต้นไม้อยู่เสมอ

การตรวจสอบต้นไม้ว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่ พร้อมทั้งวิธีการแก้ไข ให้ตรวจสอบดังต่อไปนี้
1. ดูว่ามีตะไคร่ขึ้นหรือไม่ ตะไคร่มักจะขึ้นจากส่วนโคนต้น แล้วไล่มาจนถึงยอด หากตะไคร่ยังไม่ลามมาจนถึงยอด ให้ตัดส่วนที่ตะไคร่ขึ้นทิ้งไป แล้วเปลี่ยนน้ำทันที
2. ดูที่ยอดว่ามีลักษณะดังนี้หรือไม่
- ยอดต้องชูขึ้น ไม่ตกจมลง
- ยอดต้องฟูไปด้วยใบใหม่ ยอดที่ไม่แข็งแรงจะมีใบใหม่ขึ้นมาแบบไม่ฟู ให้สังเกตจากรูป
3. ดูที่กาบ ต้นไม้ที่แข็งแรงจะมีกาบขนาดใหญ่ เหมือนในรูปตามอินเทอร์เนตต่างๆ แต่ต้นที่ไม่แข็งแรง บางครั้งจะไม่ออกกาบเลย หรือาจจะมีกาบขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดใบ
4. ดูที่ความยาวของปล้อง ต้นที่แข็งแรงจะมีปล้องสั้นมาก สังเกตจากใบแต่ละวงจะห่างกันมาก ส่วนต้นที่ไม่แข็งแรงจะมีปล้องยาว
ปัญหาในข้อ 2-4 ให้รีบเปลี่ยนน้ำ และใช้น้ำที่มีเศษใบไม้ใหม่ทันที (ปัญหาเรื่องยอดมักเกิดจากการที่ขาดสาร tanin ในน้ำ)

ภาพข้างต้น แสดงภาพ aldrovanda ที่ไม่แข็งแรงอย่างมาก มีลักษณะดังนี้
1. ยอดไม่ชูขึ้น และไม่ฟู
2. ไม่มีกาบเลย
3. ปล้องยาวมาก
4. ตะไคร่ขึ้น

ภาพข้างต้นทั้งสอง แสดง aldrovanda ที่แข็งแรง มีลักษณะดังนี้
1. ยอดฟู และชูขึ้น
2. มีกาบขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับใบ
3. ปล้องสั้น
4. ไม่มีตะไคร่ขึ้น

ต้นที่ไม่แข็งแรง มักจะโตอย่างรวดเร็วในช่วงแรก และมีขนาดต้นยาวมาก (ปล้องยาวมาก) แต่ยอดจะเริ่มฝ่อลงเรื่อยๆ และตายลงในที่สุด

Sunday, November 28, 2010

การเตรียมบ่อ Aldrovanda

Aldrovanda เป็นพืชน้ำ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้กระถาง แต่ต้องใช้บ่อแทน บ่อที่ดีที่สุดสำหรับพืชชนิดนี้คือ บ่อดินตามธรรมชาติ แต่บ่อลักษณะเช่นนี้หาได้ลำบากในกรุงเทพ หากบ้านของคุณมีพื้นที่มาก อาจใช้บ่อขนาดใหญ่ได้ ข้อดีของบ่อขนาดใหญ่คือมีพื้นที่หน้าตัดให้ aldrovanda แผ่ออกไปได้กว้าง และมีอุณหภูมิที่คงที่แม้จะอยู่ท่ามกลางแดดจัด
อย่างไรก็ตามหากคุณไม่มีพื้นที่มากขนาดสร้างบ่อได้ เราแนะนำให้คุณใช้ขวดน้ำ 6 ลิตรมาประยุกต์ใช้ เพื่อเป็นการประหยัดทั้งพื้นที่ และค่าใช้จ่าย การเตรียมขวดน้ำทำดังนี้
1. ตัดขวดน้ำตามแนวยาวให้เปิดออกด้านหนึ่งดังรูป
(อย่าใช้การตัดครึ่งตามแนวดิ่ง เพราะจะทำให้มีพื้นที่ผิวน้ำน้อยกว่า ระลึกไว้เสมอว่า Aldrovanda เป็นพืชผิวน้ำ)
2. เจาะรูที่ด้านข้างให้ต่ำจากระดับขอบประมาณ 1 นิ้ว เพื่อไว้ให้น้ำรั่วออกในกรณีที่ฝนตก จนน้ำล้น
(คุณอาจไม่เห็นความสำคัญของรูนี้จนวันที่ฝนตกหนัก)

เพียงแค่นี้ขวดน้ำของคุณก็พร้อม ต่อไป คือการเตรียมเศษใบไม้ คุณอาจใช้เศษใบไม้ในสวนหลังบ้านของคุณ หรือเศษใบหม้อข้าวหม้อกงลิงก็ได้ แต่เศษใบไม้เหล่านี้มักมีประสิทธิภาพไม่ดีเท่าไรนัก เราแนะนำให้คุณใช้ใบของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะเหมาะสมที่สุด (เพราะมี tannin มาก) ใบที่เราพบว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดคือ ต้นกก ดังรูปด้านล่าง

การเตรียมเศษใบไม้ทำดังนี้
1. นำเศษใบไม้แช่น้ำให้ท่วมมิด แล้วนำไปไว้กลางแดดแรง ให้น้ำร้อน
2. เปลี่ยนน้ำทุกวันวันละครั้ง
3. ทำเช่นนี้เป็นเวลา 3 วัน
เพียงเท่านี้เศษใบไม้จะพร้อมใช้งาน (หากคุณสงสัยว่าทำไมต้องทำตามขั้นตอนข้างต้น คุณอาจลองละเลยขั้นตอนนี้ แล้วลองดูผลที่เกิดขึ้นเอง)
เมื่อได้เศษใบไม้แล้วให้นำไปแช่ลงในบ่อของคุณ เศษใบไม้บางอันอาจยังมีอากาศหลงเหลือ แล้วลอยขึ้น ให้ใช้ก้อนหินมาทับไว้ให้จม ดังรูป

ปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลาประมาณ 3-7 วัน คุณจะพบว่าน้ำเปลี่ยนเป็นสีชา นั่นแสดงว่าบ่อของคุณพร้อมลง Aldrovanda แล้ว
หากคุณตั้งใจอ่าน จะพบว่าขั้นตอนการเตรียมนั้นยุ่งยาก และใช้เวลาถึง 1 สัปดาห์ ดังนั้นขอให้ระลึกไว้เสมอว่าการปลูก Aldrovanda อาจไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้ และการเตรียมตัวที่ไม่ดีอาจทำให้ต้นไม้คุณตายได้อย่างรวดเร็ว

Let's Plant Aldrovanda


คุณเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับพืชกินแมลงในน้ำมาก่อนหรือไม่?
โลกของพืชกินแมลงนั้นกว้างใหญ่กว่าที่หลายท่านคาดคะเนไว้ พืชกินแมลงได้อาศัยอยู่ในพื้นที่หลากหลายรูปแบบ ไม่เพียงแต่เฉพาะบนบกเท่านั้น แม้แต่ในน้ำเอง แมลงทั้งหลายก็ไม่สามารถรอดพ้นจากพืชเพชรฆาตเหล่านี้ไปได้
พืชกินแมลงในน้ำที่สำคัญมีอยู่ 2 Genera ด้วยกัน นั่นคือ Utricularia และ Aldrovanda ซึ่งพืชกินแมลงทั้งสองชนิดนี้มีลักษณะที่แตกต่างกันหลายประการ ซึ่งในบทความนี้จะขอพูดถึงเฉพาะ Aldrovanda ก่อนเท่านั้น
หลายท่านอาจเคยได้ยินชื่อ Aldrovanda มาก่อนบ้างแล้ว อย่างไรก็ตามพืชกินแมลงสายพันธุ์นี้ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนักในประเทศไทย Aldrovanda มีชื่อเสียงมากในฐานะกาบหอยแครงในน้ำ เนื่องจากกับดักของ Aldrovanda มีลักษณะเหมือนกับดักของกาบหอยแครง นั่นคือจะเป็นกาบ 2 อันที่จะประกบกันทันทีเมื่อมีเหยื่อมากระตุ้นปลายรับสัมผัสภายในกับดัก อย่างไรก็ตามกับดักของพืชทั้งสองชนิดนี้ยังมีความต่างกันเล็กน้อย
กาบหอยแครง Aldrovanda
1. มี 3 ปลายสัมผัสต่อ 1 กาบ 1. มีปลายสัมผัสจำนวนมาก
2. กาบหุบเมื่อสัมผัส 2 ครั้ง 2. ไม่มีความแน่นอนในการหุบ
3. หุบอย่างช้าๆ 3. หุบรวดเร็วกว่ากาบหอยแครงมาก

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมอาจหาอ่านได้จากเวบไซต์ทั่วไป โดยใช้ Google ช่วยค้นหาได้อย่างง่ายดาย
Aldrovanda เป็นพืชกินแมลงที่สามารถปลูกเลี้ยงได้ภายในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การปลูกพืชชนิดนี้มีปัจจัยสำคัญหลายประการที่ไม่สามารถละเลยได้ และการขาดปัจจัยเหล่านี้จะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้นไม้ของคุณตายได้
หลักการปลูก Aldrovanda ที่สำคัญมีดังนี้
1. Aldrovanda ชอบน้ำสะอาด หากน้ำสกปรกอาจตายได้ในเวลาอันสั้น
2. Aldrovanda ขึ้นในน้ำที่มีเศษใบไม้มากๆ เนื่องจากต้องการสาร tannin จากเศษใบไม้
3. Aldrovanda ชอบแสง และอุณหภูมิประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส
หากคุณสามารถทำหลักการสำคัญทั้ง 3 ข้อข้างต้นได้ครบ Aldrovanda ของคุณจะแข็งแรง และเติบโตอย่างรวดเร็ว สวยงาม

Friday, November 26, 2010

การปลูกไม้ป่า 2

ขั้นต่อมาที่ยุ่งยากสำหรับการปลูกไม้ป่าคือการลงปลูก และปรับสภาพ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
1. ตัดใบออกให้หมด เหลือไว้เฉพาะ 5 ใบนับจากยอดเท่านั้นที่ตัดเหลือครึ่งใบ ดังรูปที่ 5.1
รูปที่ 5.1 แสดงไม้ที่ตัดแต่งใบแล้ว

รูปที่ 5.2 แสดงใบและหม้อของต้นที่ตัดทิ้งแล้ว

2. นำไม้ที่แต่งใบแล้วลงปลูกในกระถาง และเครื่องปลูกตามปกติ จากนั้นนำกระถางใส่ถุงพลาสติก และมัดปากถุงไว้เป็นเวลา 1-2 สัปดาห์
3. ทำการนำออกจากถุง (ให้อ่านในการปรับสภาพไม้ล้างรากแบบพิเศษ: http://carnivorouscollector.blogspot.com/2010/11/blog-post_25.html)

ไม้ป่าหลังจากปรับสภาพเสร็จจนนำออกจากถุงได้แล้ว ขนาดหม้อ และใบจะเล็กลงอย่างมาก และในแรกๆที่ออกจากถุงจะไม่ติดหม้อ ซึ่งไม่ต้องตกใจ ไม้จะปรับสภาพได้ภายใน 2-3 ใบใหม่

การปลูกไม้ป่า 1


ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่า การเขียนบทความนี้ไม่มีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการเก็บไม้จากป่าแต่อย่างใด แต่ทั้งนี้เพราะผู้เขียนได้พบว่า ในบางครั้งการเก็บไม้ป่าเองก็มีประโยชน์เช่นกัน นั่นคือในบางพื้นที่ที่มีการรางป่าเพื่อทำการปลูกยาง การเก็บไม้กินแมลงออกมาเป็นการดีกับสายพันธุ์นั้นๆ ในการป้องกันการสูญพันธุ์(ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ N truncata black และ N clipeata)
การปลูกไม้ป่านั้นอาจยุ่งยากกว่าการปลูกไม้ล้างรากทั่วไปมาก เนื่องจากสภาพในป่าและในเมืองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จึงขอแนะนำการปลูกดังนี้ (สำหรับหม้อข้าวหม้อแกงลิง)

ไม้ป่ามันจะมาในรูปของไม้ล้างราก ดังรูปที่ 4.1
ภาพที่ 4.1 แสดงลักษณะไม้ป่าล้างราก

ลักษณะสำคัญของไม้ป่าจะมีดังนี้่
1. ใบมักจะไม่เท่ากัน และมีจุดสีแดงๆ
2. หม้อจะมีขนาดใหญ่ และสมบูรณ์มาก
ปัญหาสำคัญของไม้ป่า คือความชื้น เนื่องจากในป่ามีความชื้นมากกว่าในเมืองมาก ไม้ป่าจึงไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพในเมืองได้ทันที
ไม้ป่าจะมีความแข็งแรง และทนมาก ดังนั้นจึงสามารถเก็บไว้ หรือเดินทางได้นานโดยไม่ต้องลงปลูก
การเก็บไม้ป่าที่ถูกต้อง คือให้แช่น้ำไว้ให้ท่วมราก แต่ไม่ท่วมยอด ทางเราแนะนำให้ใช้จานรองขนาดใหญ่ ใส่น้ำ ดังภาพที่ 4.2 จากนั้นให้นำถุงพลาสติกใบใหญ่มาคลุมไว้อีกทีหนึ่ง
ภาพที่ 4.2 แสดงการรักษาไม้ป่า
ไม้ป่าสามารถเก็บได้ประมาณ 1-2 สัปดาห์โดยไม่ต้องลงปลูก ส่วนการขนส่งไม้ป่า มักจะใช้ถุงพลาสติก มัดปากถุงแน่นในการขนส่ง

Thursday, November 25, 2010

การปรับสภาพไม้ล้างราก

ปัญหาสำคัญของไม้ล้างรากคือการปรับสภาพ เนื่องจากไม้ล้างรากอาจมีปัญหาเรื่องการช็อกเนื่องจากความชื้น โดยเฉพาะหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่มีความอ่อนไหวต่อความชื้นมาก
การสังเกตอาการผิดปกติของไม้ล้างรากให้ดูที่ใบ จะมีอาการเหี่ยวอย่างรุนแรง โดยเฉพาะยอดจะเห็นได้ชัดเจน อาจลองใช้มือจับดูเบาๆ (ระวังไม้ช้ำ) ใบจะอ่อนนิ่ม และไม่ตั้งขึ้น อาการมักปรากฏภายใน 24 ชั่วโมงนับจากลงปลูก
เมื่อไม้มีอาการข้างต้น แสดงว่าต้องได้รับการปรับสภาพอย่างเร่งด่วน หากปล่อยไว้นานเกิน 24 ชั่วโมง ไม้จะตายได้ โดยสังเกตจากลำต้นจะเปลี่ยนเป็นสีดำไล่จากทางราก ขึ้นไปถึงยอด ถ้ายอดดำเมื่อไหร่ก็ทิ้งได้เลยครับ
วิธีการปรับสภาพมีดังนี้
1. นำต้นไม้ใส่ถุงพลาสติกทั้งกระถาง โดยเลือกถุงทรงสูง แล้วมัดถุงให้แน่น วางไว้ที่มีแสง แต่ไม่โดนแดด
2. ต้นไม้จะฟื้นกลับมามีสภาพเดิมใน 24 ชั่วโมง หากไม่ฟื้นก็หมดหวัง
3. ถ้าไม้ฟื้นใน 24 ชั่วโมง ให้เปิดปากถุงออกเล็กน้อย แล้วรอดูอาการภายใน 24 ชั่วโมง ถ้าไม่เหี่ยวจึงเปิดปากถุงมากขึ้นเป็นลำดับไป ถ้าเหี่ยวให้ไปทำตามขั้นตอนพิเศษด้านล่าง
4. เปิดปากถุงออกให้สุด แต่ยังวางกระถางไว้ในถุง ประมาณ 1 สัปดาห์แล้วจึงนำต้นไม้ออกจากถุง
5. วางกระถางไว้ในที่ร่ม 1 สัปดาห์ แล้วจึงนำออกแดดตามปกติ
ภาพที่3.1 แสดงต้นไม้ในถุงที่ตัดแต่งใบแล้ว
ขั้นตอนพิเศษ กรณีไม้อาการหนัก
1. ปิดปากถุงให้สนิทไว้เป็นเวลา 1-2 สัปดาห์
2. เจาะรูที่ถุงขนาดเล็กประมาณปลอดดูดไข่มุก 3 รูห่างกัน
3. ทำข้อ 2. ซ้ำทุกสัปดาห์เป็นเวลา 3 สัปดาห์ แล้วจึงเจาะรูขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย
4. หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ เพิ่มความถี่เป็น 3 วันครั้ง
5. หลังจากเจาะรูจนถุงพรุนให้ทำตามขั้นตอนปกติที่ 3 ต่อ
ภาพที่ 3.2 แสดงต้นไม้ในถุงพลาสติก
ภาพที่ 3.3 แสดงถุงที่เปิดปากถุงไว้


สำหรับหม้อข้าวหม้อแกงลิง อาจใช้เทคนิคตัดใบทิ้งครึ่งใบ จะช่วยให้ปรับสภาพได้เร็วขึ้นมาก

การลงปลูกไม้ล้างราก

การลงปลูกไม้ล้างรากนั้นเหมือนกับไม้ธรรมดาทั่วไป
ขั้นตอนสำคัญในการลงปลูกไม้ล้างรากมีดังนี้
1. นำไม้ออกจากถุงพลาสติกที่ใส่ไว้ แล้วค่อยๆคลายกระดาษทิชชูออก
อย่าใช้วิธีการฉีกเพราะจะทำให้รากขาดได้
2. ขั้นตอนนี้อาจข้ามไปได้ ไม่ได้มีความจำเป็นเท่าไรนัก เรายังไม่พบความแตกต่างระหว่างการทำตาม และไม่ทำตามขั้นตอนนี้
แช่ต้นไม้ลงในน้ำยาสำหรับพืชล้างราก ซึ่งทางเราได้ใช้ B1 Tonic ตามรูปที่ 2.1 โดยผสมตามที่เขียนไว้ข้างขวด และแช่เป็นเวลาครึ่งชั่วโมง
3. ลงปลูกในเครื่องปลูกที่เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิดซึ่งแตกต่างกันออกไป
4. นำไปวางไว้ในที่มีแสง แต่ไม่โดนแดด ระวังเรื่องอุณหภูมิที่สูงเกินไป
5. หากต้นไม้มีอาการเหี่ยวภายใน 24 ชั่วโมง ให้รีบนำต้นไม้ใส่ถุงพลาสติก และมัดปากถุงให้แน่น
จากนั้นทำตามหัวข้อการปรับสภาพไม้ต่อไป


Wednesday, November 24, 2010

การขนส่งไม้ล้างราก

ภาพที่1.1 แสดงลักษณะไม้ล้างราก

การดูแลไม้ล้างรากอาจเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับนักปลูกมือใหม่ อย่างไรก็ตามการเลี้ยงไม้ล้างรากนั้นทำได้ไม่ยากหากคำนึงถึงหลักสำคัญครบถ้วน
ก่อนอื่นขอระบุข้อดีของไม้ล้างรากก่อน ไม้ล้างรากขนส่งสะดวก ปลอดภัย และประหยัดค่าส่งกว่าการส่งไม้ในรูปแบบอื่นๆมาก ดังนั้นการส่งไม้แบบล้างรากจึงเป็นที่นิยมสำหรับร้านขายพืชกินแมลงที่มีชื่อเสียงต่างๆ
การดูแลไม้ล้างรากทมีขั้นตอนต่างๆแยกออกเป็นหัวข้อใหญ่ๆดังนี้
1. การขนส่ง
2. การลงปลูก
3. การปรับสภาพ

ในวันนี้จะขอพูดถึงหัวข้อการขนส่งก่อน
ไม้ล้างรากมีวิธีการขนส่งคือต้องหุ้มรากของต้นไม้ไว้ด้วยวัสดุที่เปียกชื้นเสมอ เช่นกระดาษทิชชู หรือสแฟกนั่มมอส หากขาดวัสดุเปียกชื้นห่อหุ้มราก ต้นไม้อาจตายระหว่างการขนส่งได้

ภาพที่ 1.2 แสดงการห่อหุ้มต้นไม้ล้างรากด้วยกระดาษทิชชู

หลังจากห่อด้วยกระดาษทิชชูแล้วจึงใส่ในถุงพลาสติกอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเราแนะนำให้ใช้ถุงซิปเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
เมื่อได้รับไม้ล้างรากแล้ว ควรลงปลูกให้เร็วที่สุดเพื่อให้ไม้ฟื้นตัวได้เร็ว แต่ในบางครั้งท่านอาจไม่มีเวลามากพอที่จะปลูกไม้ทั้งหมดได้ในวันที่ได้รับมา การเก็บรักษาไม้ล้างรากคือ ให้เก็บไว้ในลักษณะเดิมที่ได้รับมาโดยหลีกเลี่ยงความร้อน แล้วจึงค่อยนำลงปลูกในวันต่อไป
ไม่ควรเก็บไม้ล้างรากไว้เกิน 1 สัปดาห์หลังจากการถอนออกจากกระถาง (ไม่ใช่วันที่ได้รับ) เพราะไม้อาจตายก่อนได้

Tuesday, November 23, 2010

Let's Start!!



เรามาเริ่มด้วยการทำความรู้จักกับไม้กินแมลงกันก่อน
ไม้กินแมลงคือต้นไม้ที่มีลักษณะเฉพาะคือมีใบที่พัฒนาไปสำหรับการจับแมลง เพื่อเป็นอาหารได้
(ขอย้ำว่าเป็นใบนะครับที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่ส่วนอื่น แม้แต่ Utricularia หรือ Genlisea เองก็เป็นส่วนของใบใต้ดิน) ไม้กินแมลงที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในประเทศไทยคือหม้อข้าวหม้อแกงลิง (แต่สำหรับทั่วโลกจะเป็นกาบหอยแครง) เนื่องจากหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นไม้เขตร้อน ทำให้เหมาะสมกับภูมิอากาศประเทศไทย และสามารถปลูกได้อย่างดี
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมอาจอ่านได้จาก